นิทรรศการสะเต็มศึกษา

1897706_981921418488257_962761864295576635_n

      กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์ ร่วมกับกลุ่มสาระคณิตศาสตร์และกลุ่มสาระการงานอาชีพ และเทคโนโลยี เข้าร่วมจัดนิทรรศการสะเต็มศึกษา เนื่องในโอกาส เปิดศูนย์สะเต็มศึกษาภาคกลางตอนบน เมื่อวันที่ 22-23 ธันวาคม 2557 ณ โรงเรียนศรีบุณยานนท์ จังหวัดนนทบุรี

10885151_1554019964836426_4702713528958697653_n

โพสท์ใน education | ใส่ความเห็น

ผลการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนครั้งที่ 64

ผลการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนครั้งที่ 64 ระดับเขตพื้นที่การศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์ เข้าร่วมการแข่งขันกับ สพม 3 ผลการแข่งขัน มีดังนี้

 เหรียญทอง

     ๑. การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสิ่งประดิษฐ์ ม.4-ม.6 (ได้ที่ ๓ จาก ๔)

     ๒. การแข่งขันการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ม.1-ม.3 (ได้ที่ ๒ จาก ๑๐)

 เหรียญเงิน

     ๑. การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภทสิ่งประดิษฐ์ ม.1-ม.3 (ได้ที่ ๒ จาก ๕)

     ๒. การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภททดลอง ม.1-ม.3 (ได้ที่ ๖ จาก ๘)

     ๓. การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภททดลอง ม.4-ม.6 (ได้ที่ ๖ จาก ๘)

     ๔. การแข่งขันเครื่องบินพลังยาง ประเภทบินไกล (โดยการปล่อยด้วยมือ) ม.1-ม.3 (ได้ที่ ๖ จาก ๑๐)

     ๕. การแข่งขันเครื่องบินพลังยาง ประเภทบินนาน (โดยการติดล้อบินขึ้นจากพื้น) ม.1-ม.3 (ได้ที่ ๗ จาก ๑๐)

 เหรียญทองแดง

     ๑. การประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ม.1-ม.3 (ได้ที่ ๔ จาก ๖)

     ๒. การประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ม.4-ม.6 (ได้ที่ ๔ จาก ๖)

 เกียรติบัตรเข้าร่วม

     ๑. การแข่งขันอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ ม.1-ม.3

     ๒. การแข่งขันอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ ม.4-ม.6

ที่มา

แยกรายการ       http://www.central64.sillapa.net/sm-nbi1/?name=category&file=view_all

เฉพาะโรงเรียนอนุราชประสิทธิ์     http://central64.sillapa.net/sm-nbi1/modules/report/report_school_result.php?id=13

รวมทุกโรงเรียน  http://www.central64.sillapa.net/sm-nbi1/modules/report/report_all_compet_office.php?area_type_id=2&province_id=24&zone_num=1&area_sm=3

โพสท์ใน education | ใส่ความเห็น

จี้ชางเรียนยิงธนู

จี้ชางเรียนยิงธนู : ความสำเร็จไม่ได้มาจากความพยายามเพียงวันเดียว

《纪昌学射》

纪昌(jìchāng) อ่านว่า จี้ชาง ในที่นี้เป็นชื่อคน
学(xué) อ่านว่า เสียว์ แปลว่า เรียน
射(shè) อ่านว่า เซ่อ แปลว่า ยิงธนู

.                ในสมัยโบราณ “กานอิ๋ง” เป็นบุคคลผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถในการยิงธนูเป็นอย่างยิ่ง ธนูของเขาเพียงดอกเดียว สามารถทำให้สัตว์ป่าล้มลงดิน ปักษาร่วงหล่นจากฟ้า เขามีศิษย์ผู้หนึ่ง นามว่า “เฟยเว่ย” ซึ่งต่อมาทักษะการยิงธนูของเฟยเว่ยนั้นยังเด่นล้ำกว่าผู้เป็นอาจารย์คือกานอิ๋งไปอีกขั้นหนึ่ง

.               ต่อมามีคนผู้หนึ่ง นามว่า “จี้ชาง” เดินทางมาคารวะเฟยเว่ยเพื่อขอศึกษาทักษะการยิงธนู ซึ่งเฟยเว่ยกล่าวกับเขาว่า “เริ่มแรกเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะมองดูสิ่งต่างๆ โดยไม่กระพริบตาก่อน จากนั้นค่อยมาคุยเรื่องยิงธนูทีหลัง”

.               จี้ชางเดินทางกลับถึงบ้าน ล้มตัวลงไปนอนอยู่ใต้กี่ทอผ้าของภรรยา ทั้งยังแหงนหน้ามองกระสวยทอผ้าวิ่งกลับไปกลับมา ทำเช่นนั้นอยู่ 2 ปีเต็ม ขนาดที่ว่าหากมีของมีคมทิ่มมาถึงเปลือกตาของเขา เขายังไม่กระพริบตา จี้ชางจึงเดินทางไปพบเฟยเว่ยอีกครั้ง

.               ครั้นได้พบหน้า เฟยเว่ยกลับกล่าวกับจี้ชางว่า “นี่ยังไม่เพียงพอ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะมองวัตถุที่เล็กมากๆ ให้เห็นอย่างแจ่มชัดคล้ายดั่งกำลังมองวัตถุมหึมา มองวัตถุเล็กละเอียดให้ง่ายดายเหมือนมองวัตถุกว้างหนา เช่นนั้นแล้วค่อยกลับมาหาข้าใหม่”

.               เมื่อกลับถึงบ้าน จี้ชางนำเห็บเหาที่เกาะอยู่บนขนโคกระบือ มาแขวนไว้บริเวณบานหน้าต่าง แล้วเพ่งมอง สิบวันผ่านไป เห็บเหามองเห็นได้ชัดเจนประดุจตัวโตใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สามปีถัดจากนั้น เห็บเหาในสายตาจี้ชางกลับใหญ่โตราวกับล้อเกวียน เมื่อหันมองไปยังวัตถุอื่นล้วนใหญ่โตราวกับขุนเขามิปาน เมื่อถึงตอนนั้นจี้ชางจึงนำกระบอกที่ทำจากเขาโค บรรจุลูกธนู ทั้งยังประดิษฐ์คันธนูจากไม้ไผ่ขึ้นชื่อทางภาคเหนือ ลองเล็งยิงไปที่เห็บโคตัวหนึ่งซึ่งเกาะอยู่บนขนโคที่เขาแขวนไว้บนหน้าต่าง มิคาดความแม่นยำถึงกับแทงทะลุหัวใจเห็บตัวนั้น แต่ไม่ทำให้ขนโคขาดร่วง จี้ชางจึงเดินทางไปพบเฟยเว่ย ทั้งยังเล่าเรื่องที่ตนศึกษาการยิงธนูให้เฟยเว่ยทราบ

.               เฟยเว่ยได้ฟัง ก็ยินดียิ่งนัก เพียงกล่าวกับจี้ชางสั้นๆ ว่า “นับว่าเจ้าได้เรียนรู้เคล็ดลับการยิงธนูอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว”

.               สำนวน “จี้ชางเรียนยิงธนู” มีความหมายว่า คน เราต้องมีความเพียรพยายาม อดทนต่อความยากลำบาก จึงจะประสบความสำเร็จ หรือมีความหมายอีกอย่างว่า ความสามารถที่ยิ่งใหญ่ มักจะเริ่มจากการฝึกฝนในสิ่งเล็กๆ

ที่มา: http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9530000096366

โพสท์ใน education | ใส่ความเห็น

กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5Es

          ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต มีการใช้ทักษะกระบวนการคิดที่หลากหลาย โดยวิธีการที่กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาสาสตร์ ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนอนุราชประสิทธิ์นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นั้นคือ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5E (ครูแววยูง สุขสถิตย์ เป็นผู้แนะนำให้ครูวิทยาศาสตร์บรรจุใหม่)

          ขั้นสร้างความสนใจ (engagement)เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองจาก ความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการอภิปรายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมา จากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ ครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่าง ๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจเป็น เรื่องที่จะใช้ศึกษา เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษา จึงร่วมกันกำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความ ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่างๆ ที่จะช่วยให้นำไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย

          ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ วิธิการตรวสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง (simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป

          ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศ ที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ หรือวาดรูป สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบในขั้นนี้อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้

          ขั้นขยายความรู้ (elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้น คว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณ์อื่น ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่างๆ ได้มาก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่างๆ และทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น

          ขั้นประเมิน (evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่างๆ ว่านักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ

          

          การ นำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบายหรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่อง อื่นๆ จะนำไปสู่ข้อโต้แย้งหรือข้อจำกัดซึ่งก่อให้เป็นประเด็นหรือคำถาม หรือปัญหาที่จะต้องสำรวจตรวจสอบต่อไป ทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จึงเรียกว่า inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งเนื้อหา หลักและหลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้ได้ความรู้ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป

ที่มา: หนังสือการจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เว็บไซต์: http://www3.ipst.ac.th/

โพสท์ใน education | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น